ภิกษุคือผู้ที่สามารถละสิ่งที่ละได้ยาก 5 ประการ
บุคคลเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์จะมีความยึดติดในทรัพย์สมบัติ ในบุตรภรรยาและพวกพ้องหมู่ญาติ รวมถึงมีความต้องการและความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ อย่างชาวโลก ดังนั้น การที่บุคคลใดจะสามารถตัดใจละวิสัยแบบชาวโลกได้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่จะทำได้ต้องมีปัญญามองเห็นโลกตามความเป็นจริง และมีกำลังใจสูงพอที่จะสละความยึดติดผูกพันในคน สัตว์ สิ่งของ อันเป็นวิสัยแบบชาวโลกดังกล่าว
คำว่า ‘วิสัยชาวโลก’[1] หมายถึง การยินดีในกามคุณ 5 ดังนั้น การละวิสัยชาวโลกโดยสิ้นเชิงจึงหมายถึง การละความยินดีในกามคุณ 5 อย่างสิ้นเชิงใน 5 เรื่องต่อไปนี้ คือ 1) ละทรัพย์สมบัติ 2) ละวงศ์ญาติ 3) ละการใช้ปัจจัย 4 อย่างฆราวาส 4) ละอาการทางกาย วาจา อย่างฆราวาส และ 5) ละความรู้สึกนึกคิดอย่างฆราวาส ขยายความแต่ละข้อได้ดังนี้
1) ละทรัพย์สมบัติ ยอมรับการดำเนินชีวิตแบบไร้ทรัพย์ เป็นอิสระจากการจัดหาและบริหารทรัพย์ รับเพียงสิ่งที่ผู้มีศรัทธามอบให้ จึงไร้กังวลและไม่มีความห่วงในทรัพย์อีกต่อไป การใช้ชีวิตอย่างนี้จึงบังคับให้ต้องศึกษาธรรมะ เป็นนักเรียนทางธรรมในพระพุทธศาสนา มุ่งฝึกฝนอบรมตนให้เป็นผู้รู้ประมาณ น่าเลื่อมใสศรัทธา และเป็นที่น่าเคารพในฐานะครูสอนศีลธรรมชาวโลกได้ในภายภาคหน้า
2) ละวงศ์ญาติ สละความเกี่ยวข้องผูกพันกันระหว่างบุคคลในครอบครัว เครือญาติ ไม่ต้องดูแลเรื่องปากท้องกันอย่างชาวโลก เมื่อไม่มีความห่วงพะวงในบุตร ภรรยา และญาติมิตร จึงรู้สึกเป็นอิสระปลอดโปร่ง เหมาะแก่การศึกษาและประพฤติธรรม เมื่อใจไม่มีใครให้กังวลถึงแล้ว เวลาเจริญสมาธิภาวนาก็จะมีแต่องค์พระและธรรมะลอยเด่นอยู่ในใจ เหมือนดวงจันทร์คืนวันเพ็ญลอยเด่นกลางท้องฟ้า
3) ละการใช้ปัจจัย ๔ อย่างฆราวาส
3.1) การนุ่งห่มผ้าไตรจีวรของพระภิกษุมีวัตถุประสงค์ในการนุ่งห่มเพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย กันอาย ไม่ยั่วกาม ไม่ตามแฟชั่น เว้นจากการประกวดประชันทุกอย่าง
3.2) การกิน เน้นกินแค่กันตาย ไม่มุ่งเอาความเอร็ดอร่อย ประคับประคองร่างกายให้สร้างความดีต่อไปได้
3.3) การมีชีวิตอยู่ มีเป้าหมายเพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมให้หมดทุกข์ หมดโง่ หมดกลัว
3.4) การหลับนอน เป็นการพักผ่อนเล็กน้อยเพียงชั่วครู่ยาม ให้พอหายจากความอ่อนเพลีย
3.5) การใช้สอยภาชนะและเครื่องใช้ ไม่เน้นความโอ่อ่า ไม่โอ้อวดใคร ใช้อย่างระมัดระวังและคุ้มค่า
4) ละอาการทางกาย วาจา อย่างฆราวาส ทางกาย ให้ละขาดท่าทางนักเลง เลิกคิดบู๊ล้างผลาญ เลิกเจ้าชู้ ทางวาจา ให้ละขาดจากการพูดคำหยาบ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดโอ้อวด และพูดไร้ประโยชน์ การละอาการทางกายและวาจาอย่างนี้ จะทำให้มีแต่มิตร ไม่มีศัตรู หมดเวร หมดภัยในทุกที่ทุกสถาน
5) ละความรู้สึกนึกคิดอย่างฆราวาส ไม่ปล่อยใจฟุ้งซ่าน คิดไปในเรื่องเพศเรื่องกาม คิดล้างผลาญ คิดเบียดเบียน เป็นต้น บุคคลผู้ละเพศฆราวาสมาบวชเป็นสมณะในพระพุทธศาสนาแล้ว ควรทำสมณสัญญาให้เกิดขึ้นในใจอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เป็นผู้ไม่ประมาท มุ่งปรารภความเพียรเพื่อกำจัดทุกข์อยู่ทุกวันคืน
จะเห็นว่า การละความยินดีในกามคุณ 5 อย่างสิ้นเชิงใน 5 เรื่องข้างต้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผู้ที่ตัดสินใจละเรื่องดังกล่าวเพื่อออกบรรพชาดำรงเพศสมณะได้ จึงเป็นผู้ควรแก่การเคารพอย่างยิ่ง (ม.ม. 13/ 307/ 369-371)
____________________
[1] โลก ในที่นี้คือ โลกที่เป็นทาสแห่งตัณหา (ม.ม. 13/ 306/ 368-369) ซึ่งมีความพร่องอยู่เป็นนิตย์ คือไม่เต็มอยู่เสมอ ไม่รู้จักอิ่ม มีความอยาก ความใคร่ในกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสอันพึงใจ (ประยุทธ์ หลงสมบุญ, 2546: 183 และ 249)
• มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 45 เล่ม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
• ประยุทธ์ หลงสมบุญ. พจนานุกรมมคธ-ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. ปทุมธานี: วัดพระธรรมกาย, 2546.
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต DOU


